หากคุณเป็นคนที่สนใจอนาคตของเทคโนโลยี นี่คือสิ่งที่พลาดไม่ได้! ลองจินตนาการถึงเครื่องปรับอากาศที่ “เรียนรู้” พฤติกรรมของคุณ แล้วปรับอุณหภูมิให้เหมาะโดยที่ไม่ต้องแตะปุ่มใด ๆ หรือระบบพ่นน้ำ “อัตโนมัติ” เมื่อค่าฝุ่น PM 2.5 เกินกำหนด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ด้วย IoT (Internet of Things) ที่เป็นมากกว่าแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่อ Wi-Fi แต่คือการที่ ‘สรรพสิ่ง’ รอบตัวทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์มีความชาญฉลาดและสอดคล้องกับเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมมากขึ้นนั่นเอง
ในบทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความลับของ IoT ตั้งแต่พื้นฐาน องค์ประกอบหลัก ไปจนถึงบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมธุรกิจ และการสร้างเส้นทางอาชีพแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย Big Data และการเชื่อมต่อที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
IoT คืออะไร
IoT ย่อมาจาก Internet of Things หรือ “อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง” หมายถึงระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เชื่อมโยง “วัตถุทางกายภาพ” ต่าง ๆ ในบ้านหรือที่ทำงานของคุณเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถทำงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเองได้แบบอัตโนมัติ เบื้องหลังความอัจฉริยะทั้งหมดนี้คือ “ข้อมูล” จำนวนมากที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานอุปกรณ์แต่ละชิ้น ซึ่งมักเป็นข้อมูลการทำงานหรือข้อมูลสภาพแวดล้อมในภาพรวม ข้อมูลเหล่านี้จะเริ่มมีคุณค่าเมื่อถูกนำไปใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์แนวโน้ม การช่วยตัดสินใจ หรือการพัฒนาธุรกิจ บทบาทของสายงานด้าน Data จึงเข้ามามีความสำคัญ โดยเฉพาะ Data Analyst และ Data Scientist ที่ทำหน้าที่แปลงข้อมูลเหล่านี้ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้งานได้จริง

เจาะลึกองค์ประกอบ 4 ส่วนหลักและกระบวนการทำงานของ IoT มีอะไรบ้าง
ระบบอัจฉริยะของ IoT จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด 4 องค์ประกอบหลักที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- อุปกรณ์หรือเซนเซอร์ (Devices/Sensors): นี่คือองค์ประกอบพื้นฐานของ IoT ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ดวงตาและหู” คอยเก็บข้อมูลจากโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ กล้องวงจรปิด หรือ GPS ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์
- การเชื่อมต่อ (Connectivity): เมื่อข้อมูลที่อุปกรณ์หรือเซนเซอร์สะสมมาถูกแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลแล้ว ก็จะถูกส่งผ่านเครือข่ายที่รวดเร็วและเสถียรไปยังส่วนกลาง การสื่อสารที่ราบรื่นนี้ คือสิ่งที่ทำให้ระบบของ IoT ตอบสนองได้แบบเรียลไทม์
- การประมวลผลข้อมูล (Data Processing): ส่วนนี้เปรียบเสมือน “สมอง” มีหน้าที่วิเคราะห์และค้นหารูปแบบที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลทั้งหมด โดยมักใช้พลังของ Cloud Computing เพื่อจัดการข้อมูลปริมาณมากให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- การแสดงผลและสั่งการ (Action Interface): เป็นองค์ประกอบและขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นข้อมูล ตัดสินใจสั่งงาน และควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำผ่านแอปพลิเคชันหรือหน้าจอแสดงผล หรือสามารถตั้งค่าให้อุปกรณ์ทำงานอัตโนมัติได้ตามเงื่อนไข

ระบบ IoT มีกี่ประเภท
ระบบ IoT ถูกจำแนกตามขอบเขตการใช้งานออกเป็น 3 กลุ่มหลัก การแบ่งประเภทนี้ช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจและชีวิตประจำวันที่มีความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน
- Consumer IoT (IoT สำหรับผู้บริโภค): กลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเรา เช่น ระบบ Smart Home สำหรับควบคุมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน หรือ Smart Vehicles ที่เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการเดินทาง
- Industrial IoT (IIoT หรือ IoT สำหรับอุตสาหกรรม): ถูกนำไปใช้เฉพาะทาง เช่น ในโรงงาน สายการผลิต และระบบโลจิสติกส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดความเสียหาย และควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานสูงสุด การประยุกต์ใช้ IIoT ช่วยให้กระบวนการอุตสาหกรรมมีความชาญฉลาดและปรับตัวเข้ากับความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
- Enterprise/Commercial IoT (IoT สำหรับองค์กรธุรกิจ): เน้นการใช้งานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่และในระดับองค์กร เช่น ระบบบริหารจัดการ Smart Building การติดตามทรัพย์สิน หรือระบบสาธารณูปโภค ระบบนี้มีความซับซ้อนในการจัดการสูง แต่ให้ผลลัพธ์ในการบริหารจัดการทรัพยากรและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ
ตัวอย่าง IoT ในชีวิตจริง: Internet of Things มีอะไรบ้าง
หลายครั้งเราอาจกำลังใช้งานเจ้าเทคโนโลยีนี้อยู่โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ! ดังนั้นการได้รับรู้ถึงการทำงานจริงของ IoT จึงช่วยเปิดมุมมองสู่โอกาสทางธุรกิจและช่องทางการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ในโลกแห่งเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
1. บ้านอัจฉริยะ (Smart Home)

การควบคุมบ้านผ่านเครือข่ายเป็นสิ่งที่เรามักเห็นได้บ่อย ตั้งแต่ ไฟอัจฉริยะที่เปิด–ปิดอัตโนมัติ ไปจนถึง เครื่องปรับอากาศที่ปรับอุณหภูมิเอง ระบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบายให้ชีวิต แต่ยังช่วยบริหารจัดการ เพิ่มความปลอดภัย และประหยัดพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม
2. อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables)

อุปกรณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนผู้ช่วยด้านสุขภาพส่วนตัว เช่น นาฬิกาสุขภาพ หรือ สายรัดข้อมืออัจฉริยะ ที่คอยเก็บข้อมูลสำคัญ อย่างอัตราการเต้นของหัวใจ หรือคุณภาพการนอน ข้อมูลเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุด
3. การขนส่งและโลจิสติกส์ (Smart Transportation & Logistics)

เทคโนโลยีนี้ช่วยสนับสนุนการจัดการเส้นทางและสินค้าให้ดียิ่งขึ้น ระบบ GPS และ เซนเซอร์อัจฉริยะ ทำงานร่วมกันเพื่อติดตามรถและสินค้าตลอดเส้นทาง ซึ่งช่วยให้ธุรกิจลดความเสี่ยงการสูญหายและเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
4. อุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Industrial IoT)

ในภาคอุตสาหกรรม เครื่องจักรในโรงงานสามารถรับ-ส่งข้อมูลสถานะและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าได้ด้วยตนเอง ข้อมูลการทำงานขนาดมหาศาลของเครื่องจักรเหล่านี้คือขุมทรัพย์ที่ Data Analyst และ Data Scientist ใช้ในการวิเคราะห์และพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างทันท่วงที
โอกาสทองทางอาชีพในยุค IoT
ในปัจจุบัน IoT ถือเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งชีวิตและภาคธุรกิจ ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะในการพัฒนาระบบ จัดการ และวิเคราะห์ข้อมูลจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น รายงานของ DemandSage ได้ชี้ว่า ภายในปี 2025 จะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อ IoT มากกว่า 19.8 พันล้านชิ้น และคาดว่าจะพุ่งไปถึง 40.6 พันล้านชิ้น ภายในปี 2034 จึงเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า ทุกอุตสาหกรรมกำลังต้องการผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data, Machine Learning Engineer และคนที่มีความเข้าใจเรื่อง Digital Twin เข้ามาเสริมทัพอย่างเร่งด่วน
โดยสายงานที่เกี่ยวข้องกับ IoT ที่น่าจับตามองและมีโอกาสสูงในปัจจุบัน ได้แก่
- IoT Developer: ผู้สร้างอุปกรณ์อัจฉริยะให้เกิดขึ้นจริง หน้าที่หลักคือการออกแบบและพัฒนาว่าระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรทำงานอย่างไร
- IoT Data Analyst / Data Scientist: เปรียบเสมือน นักสืบข้อมูล คอยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากอุปกรณ์ เพื่อให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและนำไปพัฒนาปรับปรุงระบบ
- IoT Security Specialist: มุ่งเน้นไปที่การเป็นผู้ดูแลความปลอดภัย คอยปกป้องข้อมูลและระบบ Cyber Security ของเครือข่ายอัจฉริยะทั้งหมด
- Business Intelligence / Innovation Manager: ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางและพัฒนาธุรกิจ ใช้ข้อมูลสำคัญจาก IoT มาช่วยวางแผนและตัดสินใจเชิงธุรกิจในภาพรวม

ด้วยความต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพในตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความรู้ความเชี่ยวชาญในด้าน IoT จึงเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความก้าวหน้าในอาชีพ การทำความเข้าใจองค์ประกอบ การทำงาน และประเภทของเทคโนโลยีนี้ ประกอบกับการพัฒนาทักษะด้าน Data จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือและเติบโตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคตมากขึ้น
หากคุณสนใจที่จะก้าวสู่สายอาชีพระดับแนวหน้าในโลกเทคโนโลยี มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเรียนรู้ด้าน Data และ AI ที่ สาขาวิชาวิทยาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data Science and Artificial Intelligence) วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่น (TNIC) เพราะที่นี่ คุณจะได้เรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูลและการพัฒนาระบบอัจฉริยะ ด้วยหลักสูตรที่ทันสมัยและเป็นสากล รีบคว้าโอกาสดี ๆ ก่อนใคร สมัครเรียนกับเราเลยวันนี้ คลิก
แหล่งอ้างอิง
https://www.geeksforgeeks.org/computer-networks/introduction-to-internet-of-things-iot-set-1/
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2352864824000269
